ผมเคยซื้อหนังสือเล่มนึงมาอ่านครับ หนังสือชื่อว่า The Future of Money
เขาอธิบายเรื่องนึงเอาไว้ซึ่งน่าสนใจมาก เขาบอกว่า “ข้อมูล” เป็นสินค้าที่ใช้แล้วไม่หมดไป ยิ่งใช้ยิ่งมากขึ้น และ “ข้อมูล” ก็เป็นเพียงแค่วัตถุดิบ การจะทำให้วัตถุดิบอย่าง “ข้อมูล” พร้อมใช้งานได้ ต้องผ่านการปรุงแต่งซะก่อน เพื่อให้กลายเป็น “สารสนเทศ”
ประเด็นนี้ค่อนข้างน่าสนใจมาก ความหมายมันมีนัยยะที่กว้างขวาง ผมจะอธิบายให้เป็นเชิงเปรียบเทียบ เพื่อให้ได้อรรถรสมากขึ้น
ในสมัยก่อนมนุษย์เราหาวัตถุดิบเพื่อมาทำอาหารเลี้ยงชีพได้อย่างยากลำบากมาก มนุษย์ต้องออกไปล่าสัตว์ ต้องออกไปเก็บของป่า ก็เปรียบได้กับสมัยก่อนนั้น เราหาความรู้ได้ด้วยความยากลำบากมาก เพราะสมัยนั้นหนังสือมีราคาแพง, การลงทะเบียนเรียนมีค่าใช้จ่ายสูง อีกทั้งในสมัยก่อนอินเตอร์เน็ตก็ไม่มี ทำให้ข้อมูล, ความรู้ และข่าวสารกระจุกตัวอยู่กับคนในกลุ่มที่จำกัด
ประเด็นจึงอยู่ที่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ ก็คือ ข้อมูล, ความรู้ และข่าวสาร!!!
ถัดมามนุษย์ก็สามารถจัดหาวัตถุดิบได้โดยง่าย เพราะมนุษย์รู้จักการทำเกษตรกรรม, กสิกรรม, ปศุสัตว์ และอุตสาหกรรมอาหาร ก็เปรียบได้กับสมัยนี้ ที่เราหาข้อมูล, ความรู้ และข่าวสารได้อย่างง่ายดาย เพราะเดี๋ยวนี้หนังสือคอมพิวเตอร์กลาดเกลื่อน, การเรียนคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องธรรมดา เพราะสถาบันการศึกษาให้ความสำคัญ อีกทั้งการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต ก็กลายเป็นเรื่องง่าย ๆ ไม่มีกลไกหรือพิธีกรรมที่ยุ่งยากซับซ้อนอีกต่อไป
ประเด็นจึงกลายเป็นว่า เราจะเอาวัตถุดิบมาปรุงแต่งเป็นอาหารรสเลิศได้อย่างไร? ซึ่งเปรียบได้กับการที่เราจะเอาข้อมูล, ความรู้ และข่าวสารมาปรุงแต่งให้เป็นสารสนเทศอันทรงคุณค่าได้ยังไง?
ตอนแรกผมเข้าใจไปว่า การปรุงแต่งข้อมูลข่าวสารเป็นธุระของบรรดาสื่อมวลชน, ผู้เขียนบทความ, นักการตลาด, นักบัญชี, นักโฆษณา ไม่ใช่ธุระของนักพัฒนาซอฟต์แวร์!!! แต่ผมคิดผิด
บรรดาคนที่มีอาชีพข้างต้นจะเริ่มไม่สามารถปรุงแต่งข้อมูลข่าวสารของตนเองได้ หากข้อมูลข่าวสารมีปริมาณที่มากมาย อีกทั้งสลับซับซ้อน มีตัวแปรเยอะ เกินกว่าที่มนุษย์ธรรมดาจะทุ่มเทแรงกาย ปรุงแต่งผลลัพท์ออกมาได้ในเวลาที่จำกัด และได้ผลลัพท์ที่มีคุณภาพดี
ดังนั้นศาสตร์ที่เรียกว่าเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ Information Technology จึงเกิดขึ้น เพื่อรองรับปัญหานี้!!!
ผมเคยเขียนถึงบทบาทของวิศวกรเครื่องกล, วิศวกรไฟฟ้า, วิศวกรอิเลกทรอนิกส์, วิศวกรคอมพิวเตอร์ และนักวิทยาการคอมพิวเตอร์เอาไว้แล้วในหัวข้อ Computer Engineering vs Computer Science แต่ผมละเลยที่จะไม่เขียนถึงสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเลย ที่ผมไม่เขียนถึง ไม่ใช่เพราะมันเป็นสาขาที่ไม่น่าสนใจ แต่เป็นเพราะสาขานี้เป็นสาขาที่สำคัญอย่างยิ่ง เป็นสาขาที่เกิดขึ้นจากการตกผลึกทางความคิดของผู้ทรงภูมิปัญญาทั้งหลาย เรื่องของสาขานี้ผมจึงต้องนำมาแยกเขียนเอาไว้เป็นหัวข้อนึง นั่นก็คือหัวข้อนี้
สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ถูกคิดค้นขึ้น เพื่อใช้ผลิตผู้มีความเป็นเลิศในการปรุงแต่งข้อมูลข่าวสารครับ หากใครลองเอาหลักสูตรวิชาของคนที่เรียนสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ กับ สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศมาเทียบดูกันก็จะพบว่า หลักสูตรของวิทยฯคอมฯ เน้นหนักไปทางการสร้างเครื่องมือเพื่อแก้โจทย์ปัญหาต่าง ๆ โดยเครื่องมือที่สร้างจะอยู่ในรูปของซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์!!! ในขณะที่สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ กลับเน้นไปทางการใช้ทฤษฎีทางคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์เพื่อปรุงแต่งข้อมูลข่าวสารเป็นหลัก ส่วนการสร้างเครื่องมือเพื่อแก้ปัญหาเป็นเรื่องรอง
หรือถ้าจะเปรียบง่าย ๆ เหมือนในเกมส์ Ragnarok ก็คือ วิศวกรคอมพิวเตอร์ หรือ นักวิทยาการคอมพิวเตอร์ ที่สามารถสร้างซอฟต์แวร์ระดับสุดยอด อภิมหาอมตะนิรันดร์กาลได้ ก็เปรียบได้กับ นักตีดาบในตำนาน ที่สามารถตีดาบเทพ Level 99 ได้ ในขณะที่ นักเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่สามารถประยุกต์ใช้ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ มาปรุงแต่งข้อมูลให้ทรงคุณค่าอย่างยิ่งยวดได้ ก็เปรียบได้กับ นักดาบในตำนาน ที่มี skill ในการใช้ดาบเทพได้นั่นเอง
วกกลับมาก่อน ก่อนที่จะต๊องไปกว่านี้ … โดยสรุปแล้ว อย่างที่เราเห็น ปัจจุบันข้อมูลมันแยะจริง ๆ แค่หัวเรื่องเดียวกัน ข้อมูลก็มาจากหลาย ๆ แหล่งแถมเป็นข้อมูลที่มีมิติที่ไม่เหมือนกันด้วย หากเรามีทักษะในการเป็นนักปรุงแต่งข้อมูลข่าวสารได้ โดยไม่ต้องจบสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ ก็คงดีไม่น้อยเลยเน้อะ
เท่าที่ผมรู้มานะ เดี๋ยวนี้อาชีพนักปรุงแต่งข้อมูลข่าวสาร เริ่มทำรายได้เป็นกอบเป็นกำแล้ว บางครั้งนะ ข้อมูลที่ผ่านการปรุงแต่ง, สังเคราะห์, ย่อย และตกผลึก ซึ่งมีขนาดเพียงแค่แผ่นกระดาษ A4 แผ่นเดียว บางทียังมีค่าสูงเป็นแสน ๆ บาทเลยล่ะ น่าสนใจเน้อะอาชีพนี้
[tags]วิศวกรคอมพิวเตอร์, นักวิทยาการคอมพิวเตอร์, นักเทคโนโลยีสารสนเทศ, นักปรุงแต่งข้อมูลข่าวสาร, ปรุงแต่งข้อมูล, ข้อมูล, ข่าวสาร[/tags]
มีแต่อาชีพน่าสนใจทั้งนั้นเลย ใครช่วยหาวิธีอัพเงินเดือนให้โปรแกรมเมอร์ต๊อกต๋อยหน่อยสิ สมัครที่ใหม่ได้ 18,000 เอง ทำงาน 6 วัน ต้องทดลองงานตั้ง 6 เดือน
บ่นๆๆๆๆ………….
ู
^^
ผมมีเพื่อนที่เรียนคนนึงวิทยาการคอมพิวเตอร์ อีกคนนึงเรียนเทคโนโลยีสารสนเทศ และอีกคนนึงเรียนคุรุศาสตร์คอมพิวเตอร์ มีอีกคนด้วยเรียนคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ผมว่าน่าจะจับทั้ง 4 คน มาประชันกันบทบาทกัน ใครเด่นด้านไหน แล้วเอาข้อดีข้อเด่นของทั้ง 4 สาขา มาสร้างหลักสูตรใหม่ก็ดีสินะครับ
ว้าว…ทำให้มองเห็นภาพอย่างชัดเจนเลยครับ คุณ iDayBlog ก็เจ๋งสำหรับไอเดียผมว่าน่าจะดีกว่าถ้ามีหลักสูตรที่ 5 เพื่อเป็นตัวเลือกและน่าจะถึงลูกถึงคนพอสมควรหนะครับ การวิวัฒนาการนี่มีทุกอย่างบนโลกใบนี้จริง ๆ ครับเช่นเดียวกับการพัฒนาด้านความรู้ของเรานั่นแหละครับ ผมว่า
แน่นอนบางครั้งเราก็ต้องมีการปรุงแต่งเพื่อให้เกิดความเป็นตัวของตัวเอง และ ความเข้าใจของเรารวมไปถึงการสื่อสาร ให้กับบุคคภายนอกให้เข้าใจด้วย หลักการสำคัญของการปรุงแต่งเป็นอะไรที่ต้องใช้เวลาพอสมควรครับ แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ความเข้าใจระหว่าง ผู้ที่จะรับข่าวสารต่าง ๆ เหล่านั้น และ ผู้ส่งสาร พี่ไท้ นำเรื่องนี้มาเล่า เหมือนอาจารย์ผมท่านหนึ่งเคยสอนเอาไว้เดะเลย
ย้ายงานคับคุณต๋อย เป็นวิธีเดียวเท่านั้น
แล้วชือหลักสูตรมันจะเป็นอะไรล่ะเนี่ยคุณเดย์, คุณสิทธิศักดิ์ อือม มันคงจะเป็นสาขาวิชาที่เละตุ้มเป๊ะน่าดูเลยนะเนี่ย
ผมค่อนข้างขาดคุณสมบัติดังกล่าวครับ
ขอบคุณพี่ไท้ครับที่ทำให้ผมได้ไอเดีย ในการปรุงรส เอ๊ยปรุงแต่งมากขึ้น
ที่ว่าขาดคุณสมบัตินี่ คุณโยคีขาดคุณสมบัติไหนเหรอคับ ผมโม้ไว้ตั้งหลายคุณสมบัติ
ใครช่วยแนะนำต๋อยทีสิครับ ว่าชาวบ้านชาวช่องเค้าควรสตาร์ทกันที่เท่าไหร่ สำหรับการทำงานแบบนั้นน่ะครับ
จะมีเวลากลับบ้านไปเยี่ยมแม่มั้ยเนี่ย
สับสน ….. งงชีวิต
แล้วข้าน้อยจะไปทางไหนดีเนี่ยยย ปีหน้าเอ็นแระ
รักคอมก้อจริงนะ แต่สาขามันเยอะ อะไรยังงี้ …. กลุ้ม
ผมเคยเข้า Workshop ดังกล่าวมาแล้ว ราคาแพงเหมือนกันนะ 6 ชั่วโมงคิดคนล่ะ 50,000 บาท
ที่คุณบอกไว้ว่าเคยเข้า Workshop พอจะทราบชื่อบริษัทมั้ยคะ เนื่องจากสนใจจะเข้าเทรน ถ้ามี Certification ด้วยจะยิ่งดีมากๆคะ
รบกวนขอทราบชื่อบริษัท หรือถ้ามีเบอร์ติดต่อด้วยจะขอบคุณยิ่งคะ
HP ครับคุณ sia